[Chapter II : Friends]
Phase I : หมาป่าใจดีกับลูกแมวน้อย
ท่ามกลางความเงียบ มีเพียงแต่เสียงกดปุ่มตึกตักดังระรัวติดต่อกัน นิ้วบาง ๆ ทำหน้าที่ของมันได้ไม่เบาทีเดียว สายตาเด็กสาวจับจ้องหน้าจอคอมฯ ผ่านกรอบแว่นสี่เหลี่ยมอันหนาเตอะและผมเผ้าที่ยาวแทบปรกบังสีหน้าอันเรียบเฉย นิ้วเรียวบางทั้งสิบทำหน้าที่ของมันอย่างรวดเร็วคล่องแคล่วยังกับเต้นระบำบนปุ่มพลาสติก นอกจากแสงจากหน้าจอแล้วก็มีเพียงหลอดตะเกียบที่เปิดอยู่เพียงดวงเดียวบนกำแพงข้างหลัง ชวนให้คนที่อยู่เป็นเพื่อนด้วยกุมมือเวียนหัวเล็กน้อยกับบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย
“ขอโทษนะที่เรียกออกมากลางดึกอย่างนี้” เสียงแหบแห้งของสาวใหญ่ราวกับนอนไม่พอ ปนไปกับเสียงหายใจหอบเล็กน้อยอย่างอึดอัด แต่เด็กสาวผิวคล้ำก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เป็นมิตรในตัว ขณะที่มือสีแทนทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างไม่ลดละ “ไม่หรอกค่ะ ปกตินอนไม่หลับฉันก็มาค้นคว้าไม่ก็ฝึกเทเลคิเนซิสเป็นประจำอยู่แล้ว” จนป่านนี้เธอก็ยังอดสงสัยไม่ได้ ว่าแม่คุณอยู่ชินกับบรรยากาศชวนปวดหัวปวดตาริบหรี่แบบนี้ได้ยังไง ขนาดคนที่เป็นผู้อำนวยการอย่างเธอก็ยังรู้จักพักผ่อนกับห้องนอนกว้าง ๆ ทาสีอ่อนสบายตา เปิดบานเกล็ดรับลมเย็นสบายยามค่ำคืน นอนแผ่หลาบนเตียงนุ่ม ๆ กับเขาเหมือนกัน แล้วพวกอัจฉริยะหนอนหนังสือเขามีระบบหายใจกับสายตาเป็นยังไงกันนะ ถึงกินนอนในห้องสมุดที่ถึงจะใหญ่แต่น่าอึดอัดแบบนี้ได้ หลอดไฟตั้งเยอะแยะดันมาเปิดแค่หลอดตะเกียบอันเดียวจ้องหน้าคอมอย่างนี้อีก ที่จริงแล้วเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าห้องใต้ดินนี้คนออกแบบให้มีการระบายอากาศจากจุดไหนบ้าง รู้แต่ว่าก็คงมีแหละไม่งั้นเธอสองคนคงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้หรอก แต่สำหรับเธอแล้วมันเป็นห้องที่ระบายอากาศได้ค่อนข้างแย่ผิดกับขนาดมโหฬารของมัน ที่สำคัญ ห้องสมุดที่ใหญ่แถมมีชั้นหนังสือเรียงแปลก ๆ เป็นเขาวงกตซะขนาดนี้ แต่คอมพิวเตอร์ที่ใช้ค้นหาหนังสือกลับเป็นของเก่าสืบทอดจากรุ่นปู่ของเด็กคนนี้ ซึ่งใช้ระบบ DOS รุ่นเก่าเก๋ากึ๊กที่ขนาดบริษัทใกล้เจ๊งยังไม่ใช้กันด้วยซ้ำ แถมยังเป็น DOS สั่งทำพิเศษที่เซียนคอมพิวเตอร์ทั่วไปยังบ่นว่าซับซ้อนสุด ๆ อีกด้วย สักพักหนึ่ง มือของเธอก็หยุดและปล่อยออกห่างจากแป้นพิมพ์ พร้อมกับเอนหลังลงพนักเก้าอี้ติดล้อถอยหลังมาหยุดที่ตัวของสาวใหญ่ ทำให้เธอรู้สึกตัวจากห้วงความคิดอันน่าเวียนหัว
“มีอะไรเหรอ วาเนซซ่า”
“พบแล้ว มีข้อมูลอยู่จริง ๆ ” เธอตอบหลังจากถอนหายใจเล็กน้อย ในขณะที่หน้าจอขึ้นตัวหนังสือยุ่บยั่บไปหมดจนสาวใหญ่ที่ปกติดูไม่ค่อยรู้เรื่องกับเธออยู่แล้วยิ่งมึนหัวเข้าไปใหญ่ด้วยความง่วง กับการที่สมองเหมือนได้รับออกซิเจนที่มีความเข้มข้นต่ำกว่าปกติไปหน่อย เด็กสาวผิวสีแทนหน้าเป็นกระเล็กน้อย ไว้เรือนผมสั้นสีเขียวแก่คล้ายมะกรูด ซึ่งทรงสั้นเรียบแบบดูกลมรีคล้ายหัวเห็ด นอกจากตรงหน้าที่ลงมาปรกระดับสายตาเล็กน้อยจนน่าสงสัยว่าไม่บดบังทัศนียภาพคุณเธอหมดหรือไร แต่งกายด้วยชุดนอนแขนขายาวสีเหลือง บ่งบอกว่าเวลานี้จริง ๆ น่าจะเป็นเวลานอนของเธอเช่นเดียวกับคนทั่วไป แต่จะเพราะชินกับการอยู่ดึกหรืออย่างไร ทำให้เธอดูไม่ค่อยเหมือนคนกำลังง่วงเท่าไหร่ ซึ่งในกองกำลังวานาดีสเรียกเธอว่า “อัจฉริยะ” เนื่องจากแม้จะอายุเพียงสิบสี่ แต่มันสมองของเธอชนิดที่คนเรียนจบดอกเตอร์ยังยกนิ้วให้ด้วยซ้ำไป หากแต่นิสัยที่ชอบหมกมุ่นเก็บตัวเพียงลำพังและใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือและฝึกฝนความสามารถพิเศษของตัวเองแล้ว น้อยครั้งนักที่จะได้ติดต่อพูดจากับคนอื่นแม้แต่กับหัวหน้าของเธอเองก็ตาม ชื่อของเธอคือ วาเนซซ่า ไอริเอส
“ตามข้อมูลที่คุณให้มา พยายามค้นหาดูแล้ว ถึงใช้เวลาพอสมควรเพราะค่อนข้างอยู่ลึกมาก แต่ในที่สุดก็พบเบาะแสที่ส่วนที่หนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ด หมวดร้อยเจ็ดสิบเอ็ด อยู่แถว ๆ ชั้นที่หนึ่งพันสามร้อยห้าสิบสี่”
คำพูดของเด็กสาวแว่นทำเอาสาวใหญ่ในชุดนอนสีแดงเข้มแบบสายเดี่ยวเอวลอยสุดเซ็กซี่ โชว์สัดส่วนเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นที่เทียบกับสาวน้อยได้คนละเบอร์ ถึงกับยกมือกุมขมับด้วยความเอียน เนื่องจากไม่ใช่แค่ฟังไม่ทัน แต่แค่นึกจะเข้าไปหาข้างในเขาวงกตก็ชวนเธอแทบจะอ้วกแตกแล้ว ถึงจะจ้างใครคนอื่นไปหาก็คงไม่มีใครอยากทำ ยิ่งกว่านั้นทั้งที่ที่นี่เป็นห้องใต้ดิน แต่ชั้นหนังสือทุกชั้นกลับสูงถึงระดับอาคารสองชั้น แล้วดันมีบันไดให้ปีนไปหยิบแค่บางส่วนเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นคงมีแต่ผู้สืบเชื้อสายบรรณารักษ์ผู้ดูแลห้องสมุดแห่งนี้ ซึ่งได้ชื่อว่าฝึกฝนศาสตร์ลี้ลับอย่าง “พลังจิต” มาเท่านั้นกระมังที่สามารถเอามันลงมาได้ เธอยิ่งนึกในใจว่าทั้งที่ห้องก็ออกจะกว้างใหญ่ ทำไมไม่ปรับปรุงที่นี่ให้เป็นมาเธอร์คอมพิวเตอร์ระดับบิ๊กเบิ้มแทนนะ จะได้ไม่ต้องลำบากอย่างล้าสมัยแบบนี้ และคนอยากจะยืมหนังสือก็ไม่ต้องรอให้บรรณารักษ์ไปค้นมาให้ตั้งนานจนบางทีเป็นวันด้วย
นับว่ายังดี ที่ห้องสมุดนี้มีคนมาใช้บริการน้อยมาก ไม่ใช่แค่เพราะล้าสมัยและยุ่งยากแถมผู้ดูแลแค่คนเดียวเท่านั้นหรอก แต่หนังสือที่นี่ล้วนแต่เป็นหนังสือยาก ๆ แบบเก่าแก่โบราณโบร่ำที่คนไม่ค่อยสนใจกันแล้วเสียมากกว่า แต่ที่ผู้อำนวยการสาวถ่อลงมาที่นี่เพราะค้นหาจากข้างบนแล้วไม่เจอร่องรอยของสิ่งที่เธออยากรู้เลยแม้เพียงเสี้ยวเดียว
“สำหรับฉันในตอนนี้ คาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน แล้วจะพยายามหาเล่มที่ช่วยได้มากที่สุดออกมาให้”
ได้ฟังเช่นนั้น มิเนอร์ว่ากระแอมเล็กน้อยเพราะความไม่ชินกับบรรยากาศใต้ดินนี้ แต่เธอก็ยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน
“ขอบใจมากนะ แต่ว่าอย่าฝืนล่ะ เหนื่อยก็พักบ้างละกัน”
“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ”
“จ๊ะ แล้วจะหาซื้อเสบียงมาเพิ่มให้อีกนะ”
ถึงแม้คน ๆ นี้จะหมกตัวอุดอู้อยู่แต่ในห้องแบบนี้ก็ตาม ชนิดนาน ๆ จะขึ้นไปบนพื้นดินทีก็ตาม แต่สำหรับมิเนอร์ว่าแล้ว วาเนซซ่าก็นับเป็นสมาชิกคนหนึ่งเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ดังนั้นเธอจึงทุ่มทุนสักหน่อยซื้อเสบียงอาหารที่เก็บได้นานมาฝากบ่อย ๆ เป็นการตอบแทน เพราะแม้อย่างน้อยที่สุดที่ผ่านมาเด็กคนนี้ก็ช่วยเธออยู่หลายครั้งเหมือนกันเวลาต้องการ แม้บางทีจะไม่เกี่ยวกับหนังสือที่เก็บไว้ก็ตาม
“ราตรีสวัสดิ์นะ อย่าฝืนล่ะเด็กดี” สาวใหญ่กล่าวอย่างเอ็นดูเธอ พลางหาวไปด้วยความง่วงสุดจะทนต่อไหว ในขณะที่วาเนซซ่านั้นดูเหมือนจะแค่พยักหน้าตอบเฉย ๆ แต่ใครจะรู้ว่าริมฝีปากเธอก็แอบยิ้มเล็ก ๆ ด้วยความดีใจอยู่เช่นกัน
- - - - - - - - - - - - - - -
แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องสว่างเรืองรองพุ่งจ้าผ่านเข้าทางหน้าต่างพร้อมกับอากาศสดชื่นยามเช้าทันทีที่หญิงสาวผลักบานไม้ทั้งสองข้างออก เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรับเอาอากาศบริสุทธิ์ให้ชุ่มปอด แต่ไม่ทันไรก็ต้องชะงักทรุดตัวลงเล็กน้อย มือซ้ายยกขึ้นสัมผัสผ้าพันแผลบริเวณไหล่ขวาอย่างช้า ๆ ขณะที่ร่างกายสั่นเทาด้วยอาการบาดเจ็บ แสงแดดส่องให้เห็นร่างอันอรชรของเธอภายใต้ชุดนอนสายเดี่ยวสีฟ้าบาง ๆ อกเป็นอก เอวเป็นเอว แม้ว่าจะมีรอยแผลตำหนิอยู่บ้างตามตัวและบริเวณแขนขาที่ดูใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย บ่งบอกถึงการผ่านการต่อสู้จำนวนมาก ผมสั้นสีเทาอันยุ่งเหยิงของเธอกลับดูส่องประกายระยิบระยับงดงามเมื่อสัมผัสกับแสงตะวัน แลดูคล้ายกับผืนผ้าสีเงินวาววับ สีหน้าของเธอขุ่นมัวด้วยอาการบาดเจ็บแต่เธอก็พยายามพยุงกายเอาไว้ พลางกัดฟันเพื่ออดกลั้น เธอตั้งสติเพื่อให้เจ็บน้อยลง ก่อนที่จะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ เพื่อมองทิวทัศน์ข้างนอก หมู่แมกไม้ที่ขึ้นเรียงรายออกใบเขียวชอุ่มไปทั่วรอบ ๆ บริเวณอาคารช่วยให้บรรยากาศรุ่งเช้าอันสงบสุขช่วยฟื้นฟูสุขภาพได้
หลังจากที่ใจของเธอเพลิดเพลินกับบรรยากาศข้างนอกได้สักพัก เธอหันกลับเข้ามาและมองไปยังเตียงนอนแบบคู่ในห้อง สายตาทอดไปยังร่างน้อย ๆ อันบอบบางในเสื้อแขนยาวและกกน.ตัวเดียว ที่นอนขดตัวอยู่ข้าง ๆ ตรงที่ยังมีรอยย่นยุบจากน้ำหนักของตัวเธออยู่ก่อนหน้า ราวกับลูกแมวตัวน้อยที่กำลังหลับใหล หน้าตายามนิทรานั้นขาวผ่องจิ้มลิ้มราวกับนางฟ้าตัวเล็กในนิทาน เรือนผมยาวสีน้ำตาลอ่อนพาดคดเคี้ยวอยู่ตามผิวหน้า ไหล่ และพื้นเตียงบริเวณศีรษะ ดูแล้วทำให้เธอรู้สึกเอ็นดูเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ น่ารักน่าชังจนไม่อยากเชื่อว่าจะอายุสิบห้าตามที่เจ้าตัวบอกจริง ๆ
ตามปกติแล้วนี่เป็นเวลาที่จะปลุกซาซ่าขึ้นมาเพื่อช่วยซักผ้าและรีดผ้า ส่วนเธอมีหน้าที่เก็บผ้าที่ตากไว้ก่อนแล้วเพียงเท่านั้นเพราะปกติแล้วเธอไม่ค่อยถนัดงานบ้านงานเรือนสักเท่าไหร่ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเธอก็รู้จักแต่เพียง “การต่อสู้” เท่านั้น เพียงแต่วันนี้ไม่ใช่ ในความรู้สึกของเธอวันนี้กลับนึกขึ้นมาว่าอยากทำอะไรสักอย่างให้น้องสาวตัวเล็ก ๆ บ้าง เธอจึงปล่อยให้หลับอยู่อย่างนั้น ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติงานเช้านี้
- - - - - - - - - - - - - - -
“โอ๊ยยยยย!!!!!!!!!!” เสียงร้องเจ็บของหญิงสาวดังขึ้นพรวด ทำให้เด็กผู้หญิงร่างเล็กสะดุ้งตื่นและกระโดดลุกพรวดขึ้นมาตั้งท่านั่งย่อเข่าเตรียมพร้อมอย่างฉับไวบนพื้นเตียงราวกับนินจา เพราะนึกว่ามีข้าศึกหรือคนร้ายบุกเข้าห้อง
“เอคิโดน่า เกิดอะไรขึ้น” เธอขานเรียกเพื่อนเธออย่างตื่นตูมโดยไม่แม้แต่จะจัดแจงทรงผมอันยุ่งเหยิง เธอเห็นเอคิโดน่ายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะรีดผ้า ในสภาพหายใจหนักแบบแทบไม่เป็นจังหวะ มือขวาฝืนยกขึ้นกุมมือซ้ายที่เหมือนจะเป็นบริเวณที่เจ็บ และจากการที่เธอผละตัวอย่างรวดเร็วทำให้แผลที่ไหล่กำเริบยิ่งทำให้อาการสาหัสเข้าไปอีก
เด็กสาวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องไม่พบว่ามีศัตรูหรือผู้บุกรุกคนใด แต่ด้วยความตื่นตัวและเป็นห่วงเพื่อน เธอจึงกระโดดออกจากเตียงและวิ่งเข้าไปหาสาวร่างสูงทันที
“เป็นอะไรหรือเปล่า” เธอถามอย่างเป็นห่วง พอดีกับที่สายตาได้เห็นรอยสีขาวพองจากการถูกลวกที่มือซ้าย ใกล้ ๆ นั้นมีเตารีดที่กำลังไฟติด แถมหน้าปัดหมุนก็ตั้งไว้ที่ความร้อนสูงเกินสำหรับเสื้อสีฟ้าที่เป็นผ้าใยสังเคราะห์ สังเกตได้ว่าเนื้อผ้าเริ่มจะมีสีน้ำตาลคล้ำจากการไหม้แล้ว
“ว้ายยย” เด็กสาวพอเข้าใจสถานการณ์และไม่รอช้ารีบหยิบเตารีดขึ้นตั้งไว้ข้าง ๆ ทันที แล้วหันมากล่าวกับเอคิโดน่าที่ยังคงเจ็บมือ “ทำอะไรน่ะ รีดผ้ามันงานของฉันไม่ใช่เหรอไง” ซาซ่านั้นรู้ดี ว่ารูมเมทของเธอแม้จะถนัดการต่อสู้ โดยเฉพาะการใช้ปืน แต่เรื่องงานบ้านงานเรือนไม่เป็นเลยสักอย่างหรือแม้แต่คิดจะทำเอง จึงสงสัยว่าวันนี้ทำไมจึงทำตัวแปลกกว่าทุกที
“ไหนขอดูซิ” เด็กสาวดึงมือของเอคิโดน่าเข้ามาดูใกล้ ๆ ในขณะที่เจ้าของมือได้แต่นิ่งทำอะไรไม่ถูก
“ตายแล้ว รอเดี๋ยวนะ” ซาซ่าตกใจเมื่อเห็นรอยโดนลวกที่ใหญ่เกือบเทียบได้กับลูกเบสบอล ทำเอาผิวหนังแทบพองไปหมด เธอรีบวิ่งไปหยิบยาสีฟันและผ้าพันแผลที่โต๊ะกระจกมาอย่างรวดเร็ว
- - - - - - - - - - - - - - -
“อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะบอกกันก่อนสิ แล้วฉันจะได้ช่วยสอน” เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิเล็กน้อย ขณะที่มือเล็ก ๆ ข้างหนึ่งประคองมือซ้ายที่ใหญ่ไว้อย่างเบา ๆ และมือน้อยๆอีกข้างก็ทายาสีฟันที่บีบลงบนรอยถูกลวกที่เริ่มกลายเป็นสีแดงเพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน
ซาซ่าไม่ทันสังเกตว่า ขณะนี้หน้าของหมาป่าสาวกำลังแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย เธอได้แต่นั่งอยู่นิ่ง ๆ บนขอบเตียงปล่อยให้ลูกแมวตัวน้อยทายาให้เธอ ราวกับว่าความรู้สึกเจ็บปวดได้ผ่อนคลายลงตั้งแต่เมื่อสัมผัสกับมือเล็ก ๆ เรียวบางของเด็กน้อย พร้อมกับลมหายใจอุ่น ๆ ทำเอาเธอรู้สึกประหม่าจนอยากส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไร แต่ส่วนลึกในใจกลับอยากอยู่อย่างนี้ให้นานขึ้น ในห้องซึ่งเปิดหลอดฟลูออเรสเซนส์เพียงคู่เดียวบนเพดาน นัยน์ตาสีดำคมเข้มที่ปกติจะห้าวหาญดุดันบัดนี้กลับมองไปยังใบหน้าขาวผ่องดั่งเทพธิดาตัวน้อยอย่างเอ็นดู แก้มเล็ก ๆ ที่น่าหยิก เรือนผมยาวสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกาแฟนมที่ปล่อยยาวลงทั้งที่ปกติจะรวบเป็นแกละ ดวงตากลมโตสีเดียวกับผมกำลังมุ่งสมาธิไปกับการพันผ้าพันแผลอย่างขะมักเขม้น แต่นั่นไม่ทำให้ความน่ารักดูน้อยลงเลย ภายใต้เสื้อกระดุมแขนยาวสีขาวบางที่เต็มไปด้วยรอยยับนั้น เรือนร่างเล็ก ๆ ที่มีเนินอกเพียงเล็กน้อยและรูปร่างสัดส่วนองค์เอวก็ยังแทบไม่มีส่วนโค้งเว้าใด ๆ จนไม่อยากเชื่อว่าเด็กคนนี้จะอายุสิบห้าแล้ว แต่สำหรับหมาป่าสาวแล้ว เด็กคนนี้ที่นั่งใกล้ชิดเธอได้ทำให้ จู่ ๆ เธอก็คิดไปถึงเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำ
- - - - - - - - - - - - - - -
“พี่คะ ดูนี่สิ” เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ในชุดนอนตัวยาวสีขาว อุ้มก้อนขนปุกปุยสีขาวที่นูนเป็นคลื่นสลับกับร่องยุบเป็นพัก ๆ ไม่ช้ามันก็ยกหัวขึ้นมา ที่แท้มันก็คือลูกกระต่ายตัวน้อย ๆ แต่จุดที่แปลกหน่อยก็คือ ตรงส่วนขาหน้านั้นมีผ้าพันแผลโอบรอบไว้ประมาณสองสามชั้นและผูกเป็นปม
“ทำแบบนี้แล้ว มันจะหายใช่มั้ยคะ” ร่างน้อยถามด้วยหน้าตายิ้มแย้มด้วยความหวังให้มันหายบาดเจ็บ
“จ๊ะ นี่เธอพันเองเหรอ” เด็กผู้หญิงตัวสูงกว่าประมาณสามเซนต์ในชุดนอนสีเดียวกันหันมายิ้มให้อย่างเอ็นดู
“เดี๋ยวนี้เก่งแล้วนะ ตัวแค่นี้เองแท้ ๆ ” เด็กผู้หญิงตัวสูงผมยาวสีเทา ลูบหัวพร้อมกับชื่นชมผู้เป็นน้องสาวที่ผมสีเดียวกันที่เขินอย่างไร้เดียงสา พลางลูบหัวลูกกระต่ายที่เหมือนจะมีความสุขในอุ้งมือของเด็กผู้หญิงตัวน้อย
“พี่คะ อนาคตหนูจะเป็นหมอได้มั้ย” เด็กสาวถามด้วยน้ำเสียงหวานอันไร้เดียงสา แต่เปี่ยมไปด้วยความฝันและความตั้งใจ
“ทำไมเธอถึงอยากเป็นล่ะ” สาวร่างสูงถามด้วยเสียงที่ทุ้มกว่า
“ก็พี่เคยบอกว่าอยากเป็นนักล่า ถ้างั้นคงต้องเจ็บตัวบ่อย ๆ เหมือนคุณพ่อสิ หนูก็เลยอยากเป็นหมอเหมือนคุณแม่ จะได้ช่วยรักษาพี่ทุกครั้งที่พี่บาดเจ็บมาสิคะ”
“ง...งั้นเหรอ” ผู้เป็นพี่สาวอดทำหน้าเขินไม่ได้เมื่อน้องสาวผู้แสนดีกล่าวเช่นนั้น
“พี่คะ ช่วยหนูด้วย!!!!!!” น้องสาวตะโกนเรียกร้องให้พี่ช่วยด้วยน้ำเสียงที่ปนเประหว่างความหวาดกลัวและความทรมานจากอาการเจ็บปวด
“อย่าทิ้งหนูไป อย่า!!!!” เด็กผู้หญิงตะโกนร้องดังขึ้น แต่กลับมีเพียงเสียงฝีเท้าวิ่งตึกตักดังขึ้นอย่างรวดเร็วและถี่ ยิ่งเสียงฝีเท้าดังต่อเนื่องนานเท่าใด เสียงของเด็กสาวที่ดังมาค่อย ๆ เบาลงไปเรื่อย ๆ จากการวิ่งหนีเอาตัวรอดคนเดียวอย่างไม่คิดชีวิต หรือแม้แต่คิดจะกลับไปช่วยน้องสาวแท้ ๆ ของตัวเอง
- - - - - - - - - - - - - - -
“เอคิโดน่า! เอคิโดน่า!” น้ำเสียงตื่นตกใจของซาซ่าเรียกชื่อของหญิงสาวพร้อมกับเขย่าตัวอย่างแรงเพื่อเรียกเธอกลับจากอาการเหม่อลอย ทำให้เธอค่อย ๆ ได้สติกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้งหนึ่ง
“เป็นอะไรไป ตื่นซี่ ตื่น!” เธอเขย่าแรงขึ้นจนสาวร่างสูงต้องยกมือขึ้นจับไหล่เธอเพื่อบอกให้หยุด และเป็นการบ่งบอกว่าเธอกลับมาจากภวังค์แล้ว
“อะไรกัน นั่งหลับขณะคนอื่นทำแผลให้แบบนี้ไม่สมกับเป็นเธอเลยนะ”
คำพูดของเด็กผู้หญิง ทำให้หญิงสาวประหม่าอีกหน เธอไม่ทันรู้ตัวเลยว่าเผลอเคลิ้มหลับไปแต่เมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ มันทำให้เธอต้องนึกถึงเรื่องในอดีตที่เจ็บปวด ความผิดที่ยากจะลบล้างได้ วันที่เธอทิ้งน้องสาวเพียงคนเดียววิ่งหนีตายเพียงลำพังทั้งที่เธอร้องขอให้ช่วยจะเป็นจะตาย ถึงตอนนั้นเธอจะยังเด็กมากแต่ก็ยากจะให้อภัย จนทุกวันนี้แม้เธอพยายามจะแข็งแกร่งสักเพียงใด น้องของเธอก็ไม่กลับมาอีกเสียแล้ว ทุกวันนี้เธอยังคงโทษตัวเอง และคิดว่าหากตนรู้จักความกล้าหาญและแข็งใจเข้าไปช่วยน้องเธอ บางทีอาจจะไม่ต้องมาเสียใจอยู่อย่างนี้ก็ได้
หากย้อนเวลาได้ เธออยากกลับไปตบหน้าตัวเองให้กลับไปช่วยน้องเธอให้ทัน
“นี่ ฟังอยู่รึเปล่า!” สาวน้อยในชุดขาวบาง ๆ เรียกเธออีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ เมื่อเห็นว่าคู่หูของตนอยู่ในสภาพเหมือนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ใจลอยผิดปกติทั้งที่ปกติเห็นเข้มแข็งหนักแน่นกว่านี้มาก
“อ๊ะ ขอโทษ” เอคิโดน่าเมื่อกลับมารู้ตัวอีกทีก็สะดุ้งเฮือกเมื่อพบว่าหน้าของตนกับเด็กสาวห่างกันไม่กี่เซนติเมตร เมื่อรู้ตัวว่าทำให้อีกฝ่ายเป็นห่วงก็ถึงกับก้มหน้า ท่าทางของเธอดูหม่นหมองมาก จนทำให้สาวน้อยกระพริบตาอย่างสงสัย
“มีอะไรก็บอกกันสิ จะเก็บไว้ทำไม” เด็กสาวพูดอย่างมองออกว่าเธอซ่อนอะไรไว้ในใจ “ซาซ่า.....” หลังจากที่นิ่งอึ้งสักพัก เอคิโดน่าก็พูดชื่อของคู่หูทั้งที่ก้มหน้า น้ำเสียงนั้นดูแห้ง ๆ และเศร้าสร้อย“ฉันขอโทษจริง ๆ ทั้งที่รู้ตัวว่ารีดผ้าหรืออะไรไม่เป็น แต่ฉันอยากทำเพื่อเธอ” เธอพูดทั้งที่ยังก้มเหมือนไม่กล้าสู้หน้าสาวน้อย
“เพราะเธอเรียกฉันว่า พี่สาว น่ะสิ” คำพูดของเอคิโดน่าทำให้ซาซ่านึกออก ถึงสิ่งที่ตัวเองได้พูดออกไปเมื่อวานซืน วันที่พวกเธอเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดหากไม่ใช่เพราะนักรบสาวปริศนาคนนั้นช่วยเอาไว้
ซาซ่านิ่งเงียบไปชั่วครู่ สีหน้าของเธอเริ่มเป็นสีแดงชมพูระเรื่อไปอีกคน เพราะวันนั้นเธอคิดว่าคงจะต้องตายแน่ ๆ จึงเผลอพูดความในใจที่แท้จริงออกไป ที่ก่อนหน้านั้นเธอไม่กล้าเรียกอย่างนั้นเพราะเกรงใจรูมเมทของตน
เอคิโดน่าเห็นเด็กสาวเงียบไปเธอจึงกล่าวต่อ
“ตั้งแต่ฉันสูญเสียน้องสาวแท้ ๆ เพียงคนเดียวไป ฉันก็เป็นหมาป่าเดียวดายมาตลอด จนกระทั่งได้พบกับเธอและหัวหน้า ตอนแรกฉันคิดว่าเธอคิดกับฉันเป็นแค่เพื่อนธรรมดาก็เลยไม่คิดอะไรมาก แต่พอได้ยินที่เธออย่างนั้นแล้ว ฉัน... ฉัน.....”
หญิงสาวเว้นช่วงการพูดไปครู่หนึ่ง เธอพยายามไม่เล่าทุกอย่างให้ละเอียดเพราะแม้แต่เธอก็อยากที่จะลืมมันไป ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มไปพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งออกมา จากใบหน้าของหญิงสาวผู้เข้มแข็งมาตลอดบัดนี้ดูซึมเซาและปล่อยโฮออกมาอย่างที่เห็นไม่ได้ง่าย ๆ
“ฉัน....ดีใจ....มาก......” เธอเอ่ยเบา ๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว ที่ทำให้สาวน้อยโผเข้ากอดตัวเธอในทันที
“พอแล้วล่ะ” เธอกล่าวเพื่อให้อีกฝ่ายหยุดร้องไห้ แต่ขณะเดียวกันเบ้าตาเธอก็มีน้ำไหลทะลักออกมาเสียเอง “อย่าร้องไห้เลยนะ เอคิโดน่า ฉันเข้าใจเธอดี”
ซาซ่าแนบตัวเข้าสัมผัสกับเอคิโดน่าอย่างแนบแน่นยิ่งขึ้น แขนเล็กเรียวทั้งสองโอบรอบหลัง และพูดออกมาต่อทั้งที่น้ำตาไหลรินราวกับเลือดทะลัก
“ฉันเองก็ต้องขอโทษที่ไม่ได้บอกแต่แรก สำหรับฉันแล้ว เอคิโดน่าเป็นเหมือนพี่สาวของฉันมาตลอด ที่ฉันจับจองงานบ้านแทนก็เพราะอยากทำอะไรให้เธอที่เป็นพี่เหมือนกัน”
“ตัวฉันน่ะต่อสู้ก็ไม่เก่งเหมือนหลาย ๆ คน บางครั้งก็เป็นตัวถ่วงเธออยู่เรื่อย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสฉันจึงอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์กับเธอ”
“ดังนั้น..... ทีหลังอย่าฝืนทำอะไรโดยไม่บอกกันอย่างนี้อีกเลยนะ” น้ำเสียงสะอื้นไห้ของเด็กสาวที่ปนมากับการร่ายยาวกลายเป็นทำให้อีกฝ่ายไม่หยุดร้องเหมือนกันเข้าไปอีก
“จ๊ะ...... พี่ขอโทษ น้องสาวที่น่ารักของพี่” เอคิโดน่าเองก็ลืมอาการบาดเจ็บของตัวเอง ฝืนยกแขนขึ้นทั้งสองข้างและโอบรอบร่างของลูกแมวน้อยไว้เช่นกัน จนดึงหน้าของเด็กสาวเข้ามาซบกับร่องอกของเธอ และลูบปลอบประโลมร่างเล็ก ๆ อย่างเอ็นดู จนตอนนี้แล้วไม่มีเหตุผลอะไรอีกที่เธอจะปฏิเสธการรับเด็กคนนี้เป็นน้องสาวของตนอีกแล้ว
กอดกันสักพัก สองสาวต่างก็ขยับศีรษะมาลืมตามองหน้ากัน เพียงแค่สบตากัน ทั้งสองก็ราวกับมองผ่านแอ่งน้ำตาเข้าไปในตาดำของอีกฝ่ายและเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน
“งั้นจากนี้ไป ขอเรียกพี่ว่า เอคิจัง ได้ไหมคะ” ซาซ่าเสนอคำเรียกที่เธอคุ้นหูจากการ์ตูนและหนังโรงแนวตะวันออกที่เธอชอบ เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกและเป็นการแสดงความสนิทสนมขึ้นไปอีก
“ได้สิจ๊ะ น้องรัก” สาวใหญ่พยักหน้าตอบ แม้ว่าเวลานี้จะเปี่ยมด้วยน้ำตาและเสียงสะอื้นทั้งของเธอและน้องน้อย แต่ช่วงเวลาที่ได้อยู่และสบตากันด้วยความรักดั่งพี่น้องแท้ ๆ เช่นนี้แทบอยากจะให้หยุดอยู่กับที่อย่างนี้ไปอีกนาน ๆ ความเจ็บปวดบนร่างกายเธอแทบจะเป็นสิ่งที่ถูกลืมไปแล้วตราบที่เธอได้รับรู้ว่าตนเองมีสิ่งใดเหลือให้ปกป้องต่อไปอีก
[To Be Continued]
งานนี้เริ่มยูริจากคู่ มิเนอร์ว่า+วาเนซซ่า และ เอคิจัง+ซาซ่า ก่อนเลย งดเอานางเอกลง 1 ตอนไม่งั้นเดี๋ยวคนอ่านจะหมั่นไส้ซะก่อน
edit @ 20 Jan 2008 00:34:17 by Kieru & Ryuune