2007/Oct/19

[Chapter I : นักรบสาว วาลคีรีออน ปรากฎตัว

Phase II : คนทรยศ

     สายตาของริวเน่ จ้องมองไปยังหญิงสาวปริศนาที่ปรากฏตัวต่อหน้า พลางยืนท้าวสะเอวแสดงความเป็นสาวมั่นอย่างเต็มตัว ในใจเกิดความสงสัยหลายอย่าง ผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่า มิเนอร์ว่า เกลซานิสคนนี้เป็นใครกันแน่ แล้วกองกำลัง Vanadis อะไรนั่น ไม่เห็นได้ยินมาก่อนเลย ถึงจะบอกว่าต่อสู้กับพวกจักรวรรดิ ศัตรูของเธอก็ตามเถอะ 

ม...ไม่เห็นเคยได้ยินเลย ชื่อกองกำลังอะไรนั่นน่ะริวเน่ตอบกลับไป และแสดงสีหน้าบ่งบอกถึงความไม่ไว้ใจในตัวสาวใหญ่

 

ไม่แปลกที่เธอจะไม่รู้ เพราะกองกำลังของเราเป็นหน่วยลับที่แยกออกมาจาก Resistance อีกที เป็นทีมที่มีแต่ผู้หญิง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราทุกคนก็มีความสามารถที่โดดเด่นไม่แพ้พวกผู้ชายหรอก

 

“Resistance หมายความว่าเธอเป็นคนของกลุ่มต่อต้านจักรวรรดิสินะถึงแม้ริวเน่จะไม่เคยได้ยินชื่อหน่วยลับอะไร แต่ถ้าพูดถึงรีซิสแทนต์ล่ะก็ยากจะหาใครที่ไม่รู้จัก เพราะผู้ปกครองที่เลวทรามต่ำช้าแบบนั้นใครไม่คิดต่อต้านก็แปลกแล้ว

 

ว่ายังไง ชั้นว่าหน่วยก้านเธอดีพอที่จะเข้าร่วมกับพวกเราได้เลยนะ อาจจะได้เป็นดาวเด่นเลยล่ะผู้หญิงที่ชื่อมิเนอร์ว่ากล่าวชักชวน

 

ไม่ล่ะ ขอปฏิเสธทว่าริวเน่กลับพูดจาอย่างตัดรอน จริงอยู่ที่ชั้นเองเกลียดแค้นพวกจักรวรรดิ แต่กะอีแค่พวกนั้นชั้นจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร

 

     มิเนอร์ว่ายังคงรักษาสีหน้าและความเยือกเย็นเอาไว้เป็นปกติ เพราะคำตอบที่ได้รับมันอาจจะเหมือนการเสียมารยาท แต่ดูเหมือนเธอจะคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่แปลกอะไรสำหรับคนพเนจรที่พกพาดาบแบบนั้น เพราะมีคำกล่าวว่าซามูไรมักจะโดดเดี่ยวและไม่ภักดีใครอื่นนอกจากคนที่ตนเองยึดถือเป็นเจ้านาย

หึ สมเป็นซามูไรเลยนะ

เปล่า ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกริวเน่ตอบกลับแบบปฏิเสธคำยกยอของคู่สนทนา พวกซามูไรที่ว่ามันต้องมีทั้งชุดที่เป็นเอกลักษณ์ และก็เจ้านายที่อารักขา กับธรรมเนียมปฏิบัติอะไรไม่รู้ ที่สำคัญต้องเป็นคนต่างชาติ แต่สำหรับฉัน เรียกว่าคนพเนจรเฉย ๆ จะถูกกว่า

 

ขณะที่พูด นักดาบสาวก็ลดมือซ้ายของตนลงไปจับด้ามดาบไว้ และยกขึ้นเล็กน้อยพอให้ดู

ชั้นก็แค่เรียนวิชาดาบแขนงนั้นมาจากคนอื่น แล้วก็ได้เจ้านี่มาเป็นที่ระลึก ก็แค่นั้นแหละ

 

อ๋องั้นรึมิเนอร์ว่าเลิกคิ้วเล็กน้อยขณะที่ฟังเด็กสาวพูดต่อ

ที่สำคัญ เป็นถึงหัวหน้าแต่มาชวนคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอย่างฉันไปร่วมทีมมันจะดีรึคราวนี้ริวเน่กลับเป็นฝ่ายถามกลับแบบกวนเล็กน้อย ถ้าเกิดฉันเป็นคนของจักรวรรดิขึ้นมา ไม่เท่ากับว่าเธอตกอยู่ในอันตรายเลยเหรอ

 ฝ่ายมิเนอร์ว่าได้ยินเช่นนั้นก็สยายผมเล็กน้อยอย่างสบายอารมณ์ เส้นผมสีเขียวสะท้อนแสงอาทิตย์วาววับดั่งมรกต ทำเอาคู่สนทนายกมือบังด้วยว่าแสบตา ท่าทางของหญิงสาวราวกับจะบอกว่าต่อให้อมพระมาร้อยองค์ก็ไม่เชื่อว่าริวเน่จะมีโอกาสเป็นอย่างว่าแม้แต่ 1 ใน 100

แค่เห็นผู้หญิงคนเดียวจะโดนลวนลามก็รีบช่วย แล้วนับประสาอะไรกับจักรพรรดิจิตวิปริตที่เห็นผู้หญิงทั้งโลกเป็นแค่ของเล่นสนุก

หึ นั่นสินะริวเน่พยักหัวเห็นด้วยกับเธอ ผู้ซึ่งยังคงไม่ปล่อยโอกาสเชิญชวนต่อ

ฉันอยากให้เธอลองคิดให้ดี เพราะถึงยังไงพวกจักรวรรดิก็ไม่ใช่ว่าคน ๆ เดียวจะทำอะไรพวกมันได้ อย่าว่าแต่แม่ทัพสงครามทั้งเจ็ดเลย ทั้งเทคโนโลยี กำลังพล หรือแม้แต่วิธีการของพวกมัน สู้ด้วยตัวคนเดียวมันไม่ต่างจากหัวเดียวกระเทียมลีบ เธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้แตะต้องขนคิ้วมัน

 

     ริวเน่ได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มทำสีหน้าครุ่นคิด ที่เธอคนนี้พูดมามันก็จริงอยู่ ในฐานะที่ตนตั้งตัวเป็นศัตรูกับพวกมันก็ใช่ว่าจะไม่รับรู้อะไรเลย อย่างน้อยที่สุดตัวเธอเพียงลำพังตอนนี้ก็ไม่มีทางทำอะไรได้จริง ๆ อย่างว่า แต่ถึงกระนั้น...

 

ขอโทษนะ ชั้นคงเข้าร่วมกับคุณไม่ได้หรอกนั่นคือคำตอบที่ออกจากปากของเด็กสาว ก่อนที่เธอจะก้าวเดินออกมาและสวนทางกับสาวใหญ่

 

หึ น่าเสียดายนะมิเนอร์ว่าเอ่ยก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินผ่านไป ฉันไม่ได้บังคับอยู่แล้ว เธอจะทำอะไรมันก็เรื่องของเธอ

 

     ริวเน่ได้ยินเช่นนั้นก็ผ่านไปโดยไม่คิดจะหันหลังกลับ อย่างน้อยที่สุดก็ไม่คิดให้อีกฝ่ายเห็นท่าทีลังเลของตน แม้จะได้ยินประโยคทิ้งท้าย

แต่ถ้าสักวันเราได้พบกันอีก โดยไม่ใช่ในฐานะศัตรู จะเปลี่ยนใจก็บอกละกันนะ

 

     ทว่านั่นริวเน่ก็ไม่ยอมแสดงท่าทีสนใจให้เห็น แต่มิเนอร์ว่าเองก็แอบยิ้มเล็ก ๆ ราวกับหัวเราะในความน่ารักของเด็กจอมเล่นตัว

 

ว่าไป นี่ก็ใกล้จะได้เวลาแล้วสินะสาวใหญ่รำพึงในใจ ก่อนที่จะเริ่มหันกลับไปยังทางออกของตรอก แล้วเดินจากไปโดยไม่หันไปสนใจกลุ่มนักเลงที่เธอจ้างชั่วคราวอย่างไม่ใยดี

 หรือให้พูดจริง ๆ คือ เธอลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นคนจ้างพวกนั้น แล้วก็ดันไม่มีหน้าไหนได้สติลุกขึ้นมาทวงค่าจ้างกันแม้แต่คนเดียว

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

มาช้าจังเลยนะชายหนุ่มหน้าตาขาวเรียบเกลี้ยง ผมสีน้ำตาลทองจัดทรงเรียบลงมาถึงจอน ดวงตาสีดำคมเข้ม แต่งตัวด้วยเสื้อสูทสีน้ำเงิน ผูกเนคไทค์สีเทาลายขวาง กางเกงขายาวสีเดียวกลมกลืนไปกับเสื้อสูท ผูกเข็มขัดยี่ห้อแบรนด์เนม บ่งบอกว่าเขาเตรียมตัวมาอย่างดีที่สุดสำหรับการนัดครั้งสำคัญซึ่งมีไม่บ่อยนัก

ขอโทษทีแรงค์ ติดธุระนิดหน่อยหญิงสาวชุดแดงรีบวิ่งมาหาด้วยท่าทีตะกุกตะกัก ถึงจะรีบร้อนแต่เพราะส้นสูงที่เธอใส่ทำให้วิ่งได้ไม่ถนัดนัก

ธุระอะไรเหรอชายหนุ่มชื่อแรงค์ถามด้วยสีหน้างุนงง

ม....ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอก รีบไปกันเถอะมิเนอร์ว่ารีบเปลี่ยนเรื่อง เนื่องจากไม่อยากให้เวลาที่มีค่าของเธอกับเขาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์มากกว่านี้ เพราะแค่โอกาสที่เขาจะออกปากนัดเดทกับเธอนั้นน้อยนิดอยู่แล้ว ซึ่งเธอเองก็เข้าใจเหตุผลดี เพราะสำหรับหัวหน้าหน่วยย่อยพิเศษของกองกำลังต่อต้านแล้ว ยิ่งต่างคนต่างอยู่คนละหน่วยด้วยแล้ว โอกาสที่จะลาพักงานมาใช้เวลาส่วนตัวด้วยกันแค่วันนึงก็ยากแล้ว

 

ทั้งสองคนเริ่มก้าวขาออกจากบริเวณหน้าร้านตัดผมที่เป็นจุดนัดพบ โดยมีจุดหมายคือโรงหนังที่อยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งสมัยนี้จัดเป็นโรงหนังเกรดบี แต่นั่นก็นับว่าหรูมากแล้วสำหรับคนกินเงินเดือนไม่ค่อยเยอะแบบทั้งสอง

 ทั้งคู่เดินดูโปสเตอร์ที่บอกโปรแกรมภาพยนตร์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกหนังที่จะดูเรื่องนี้ท่าทางน่าดูนะชายหนุ่มแนะนำหนังผีแนวตลกฮากลิ้ง ซึ่งมีไม่กี่คนที่รู้ใจยอดนักรบสาวแห่งหน่วยรบสตรีแกร่งว่าจะชอบหนังประเภทนี้

รู้ใจชั้นจริง ๆ นะคะคุณเธอยิ้มชื่นให้กับแรงค์ ผู้เดาใจเธอถูกตรงเป๊ะ ก่อนที่จะตกลงเลือกเรื่องนี้กับเขาด้วย

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ปัง! เสียงปิดประตูห้องน้ำดังเนื่องจากบานประตูถูกผลักเข้าหาล็อค ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวของเธออยู่แล้วเมื่ออยู่คนเดียว  หลังจากนั้นเด็กสาวก็ดึงผ้าขนหนูเช็ดตัวสีขาวออกและพาดมันไว้กับราว จากนั้นจึงหันไปก้มตัวและเอามือจุ่มน้ำในอ่าง ซึ่งมีไอน้ำระเหยอยู่บ้างเล็กน้อย เมื่อรู้สึกว่าอุ่นพอเหมาะแล้ว เธอก็ยกขาขึ้นก้าวลงแช่ในอ่าง และตามด้วยเรือนกายทั้งหมด

 

เฮ้อ.....

     ริวเน่ส่งเสียงอย่างสบายตัวไปกับความรู้สึกอุ่นสบายท่ามกลางหมู่ไอน้ำ ทั้งยังได้ชำระล้างร่างกายที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อไคล รวมถึงความสกปรกและโสโครกจากการมีเรื่องในวันนี้ ร่องรอยบาดแผลเล็กน้อยที่ได้รับก็ราวกับว่าเหมือนไม่เคยมีมาก่อนเลย

      ในขณะที่กำลังถูสบู่ไปตามตัว และแขนขาอยู่นั้น พักหนึ่งเด็กสาวก็หยุดและมองดูร่างของตนเอง ผิวพรรณอันขาวนวลผ่อง สัดส่วนได้รูปร่างดี กะประมาณได้คัพดี แต่แทนที่เธอจะยินดีกับการมีหุ่นดี แต่สีหน้าของเธอกลับดูหม่นหมองและเศร้าสร้อย ราวกับร่างนี้มิได้เป็นของตัวเธอเองมาแต่แรก 

ครึ่งปีเห็นจะได้แล้วสินะ เธอบ่นรำพึงถึงอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในใจ ซึ่งเธอรู้ดี แม้จะรู้สึกสมเพชตัวเองไปบ้าง แต่เธอก็ยกมือขึ้นกุมหัว แล้วพยายามควบคุมสติ

ม...ไม่สิ เราจะมาสับสนตอนนี้ไม่ได้ เราตัดสินใจไปแล้วนี่นา และที่สำคัญ

ทันใดนั้น จู่ ๆ เรือนร่างของเธอนับแต่ช่วงสะโพกลงไป ที่จมอยู่ในอ่างน้ำ ค่อย ๆ ส่องประกาย และเริ่มเปลี่ยนลักษณะผิวไป จากสีเนื้อนวล ค่อย ๆ กลายเป็นสีเงินของโลหะ ลักษณะคล้ายกับเกราะช่วงขาที่ทำจากเหล็ก ดู ๆ ไปก็คล้ายกับหุ่นยนต์หรืออะไรทำนองนั้น

นี่สำหรับเราก็ดีแค่ไหนแล้ว..... เพราะต่อให้ต้องเป็นอะไรยิ่งกว่านี้ ชั้นก็จะล้างแค้นให้พี่ให้ได้

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

     หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ริวเน่ก็ตัดสินใจลงบันไดโรงแรมมาเพื่อทานอาหารเย็น เธอแต่งตัวด้วยเสื้อยืดแขนสั้นสีฟ้า ทับด้วยเสื้อกั้กนอกตัวเดิม และกางเกงยีนส์ที่ตัดขาจนสั้นขอบวิ่น ๆ และผ้าคาดหัวสีน้ำเงินประจำตัว

 

     ขณะที่เธอกำลังก้าวลงมาใกล้ถึงขั้นล่างสุด ก็ต้องสะดุ้งกับเสียงแสบแก้วหู

โอ๊ยยยยยย จะบ้าตาย หาหลายที่แล้วนะ

ใจเย็น ๆ ค่ะ คนอื่นเค้ามองกัน ตามมาด้วยเสียงของเด็กผู้หญิงที่พยายามกล่อมเจ้าของเสียงแปดหลอด

      เมื่อหันไปมอง เห็นผู้หญิงสองคนที่คนนึงรูปร่างสูงยาวเข่าดี หน้าอกหน้าใจมีพร้อม ผมสั้นสีเทา ดวงตาสีดำยิ่งดูน่าเกรงขามเวลาขมวดคิ้ว แต่งตัวด้วยเสื้อแขนสั้นรัดรูปสีดำ ตรงกลางอกเป็นรูปหัวหมาป่าใส่ปลอกคอหนาม ตรงข้อแขนสวมกำไลที่มีหนามรอบนอกคล้ายปลอกคอหมาในรูปบนเสื้อ ดูราวกับนักเลง กางเกงยีนส์ขายาวมีรอยขาดเป็นแถบ ๆ ตรงบริเวณเข่า แม้แต่รองเท้ายังเป็นบู้ทแบบทหาร แต่ที่เด่นสะดุดตาคือ ห่อผ้าที่ถูกสะพายหลังอยู่มีลักษณะเป็นแท่งยาวหนาพอสมควร ซึ่งผู้หญิงคนนี้แหละเป็นเจ้าของเสียงเขย่าโสตประสาทคนรอบข้าง ในขณะที่อีกคนนั้นดูตรงกันข้าม เป็นเด็กสาวร่างเตี้ย สูงไม่น่าจะเกิน 150 cm. ผมสั้นเช่นกันแต่มีสีน้ำตาลอ่อน หน้าตาจิ้มลิ้มสมเป็นเด็ก รวมถึงรูปร่างสัดส่วนที่แทบจะแบนราบ ในขณะที่ชุดสวมใส่นั้นไม่มีอะไรมากกว่าเสื้อแขนสั้นสีส้มลายตาข่าย และกางเกงรัดรูปสีดำกับรองเท้าผ้าใบ ตอนนี้ดูเหมือนทั้งสองคนกำลังพูดคุยอะไรบางอย่าง ทว่าพวกนั้นดันพูดเสียงดังจนเธอที่ยืนอยู่ตรงนี้ได้ยินไปด้วย

ยังไงเราก็ต้องรีบหาให้เจอ

แต่เราไม่รู้ว่าหัวหน้าอยู่ไหนนี่นา เครื่องมือสื่อสารก็ดันปิดซะนี่

งั้นก็ยิ่งแย่ ป่านนี้อาจจะตกอยู่ในอันตรายก็ได้

แต่หัวหน้าของเราก็.....

ถ้าเกิดพวกมันเล่นเตรียมอะไรตุกติกไว้ล่ะ ถึงเป็นหัวหน้าก็เถอะ เราต้องไปช่วย หลังจากนั้นทั้งสองก็รีบโกยฝีเท้าออกทางประตูหน้าโรงแรมในทันที ท่ามกลางสายตางุนงงของประชาชนรอบทิศ

หัวหน้า?ริวเน่รู้สึกสะกิดใจกับสองคนนั่น กับคนที่พวกนั้นเรียกว่าหัวหน้า ไม่รู้ว่าทำไม เธอถึงนึกไปถึงผู้หญิงที่เธอพบเมื่อตอนกลางวันได้นะ ในเมื่อมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้

 

     แต่จากประโยคเท่าที่พอจับใจความได้ มันก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกี่ยวข้องกัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องของเธอสักหน่อย หากทีมที่ว่านั่นเก่งจริง ๆ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องพึ่งเธอเลย

 

ตุกติกนั่นคือความคิดอีกหนึ่งที่ผุดขึ้นในความคิดเธอ มันเชื่อมโยงไปกับศัตรูที่เธอจงเกลียดจงชังที่สุดในโลกนี้เสียด้วย เพราะหากพูดถึงพวกมันก็ไม่แปลกเลยที่คำนี้จะตามมาด้วย

 สู้ด้วยตัวคนเดียวมันไม่ต่างจากหัวเดียวกระเทียมลีบ เธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้แตะต้องขนคิ้วมัน…..”ถ้าสักวันเราได้พบกันอีก โดยไม่ใช่ในฐานะศัตรู จะเปลี่ยนใจก็บอกละกันนะ……” 

คำพูดเหล่านั้นผุดขึ้นในหัวสมองของเด็กสาว เธอกำมือแน่นจนตัวสั่น ทั้งที่ไม่ค่อยชอบนิสัยแบบนี้ของตัวเองเท่าไหร่ แต่จนแล้วจนรอดก็หนีไม่พ้นสักทีจนได้อีกแล้ว

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เป็นยังไงบ้างสองหนุ่มสาวเดินออกมาจากโรงหนัง ฝ่ายชายเริ่มถามความรู้สึกคู่เดทก็ไม่เลว แต่ไม่นึกเลยนะว่าจะแฝงแนวคิดดี ๆ ไว้ด้วยฝ่ายหญิงตอบยังไง?ฝ่ายชายถาม แต่ฝ่ายหญิงก็หัวเราะคิกคักก่อนที่จะตอบ

ดูเหมือนว่าฉันจะต้องหาทางพิสูจน์คุณแล้ว ว่าคุณรักฉันจริงหรือเปล่า คงไม่ทรยศไปหาสาวที่ไหนนะ

 

     ชายหนุ่มฟังเช่นนั้นก็ยิ้มให้ ก่อนที่จะกล่าว

ถ้าคุณอยากรู้ งั้นตามผมมาสิ